Absolute Health : Integrative Medicine
HomeAbout AHTherapy & TreatmentPromotionse-News & Event
Language Thai Language English Language
 
 
 
 
Health Variety ยกคิ้ว ยกหางตา ปราบรอยตีนกา สามารถสวยหล่อได้ทันใจแบบไม่ต้องผ่าตัด
การล้างสารพิษมีประโยชน์จริงหรือ
ประโยชน์ของ Q10
 
การล้างสารพิษมีประโยชน์จริงหรือ
 

เคยไหมครับเวลาได้ยินใครพูดถึงเรื่อง ดีท็อกซ์ (Detox) หรือการล้างพิษทีไร ต้องนึกไปถึงการล้างพิษ ล้างลำไส้ ด้วยการสวนทวาร ทำให้หลายคนแม้จะรู้ว่าดีท็อกซ์ มีข้อดีอย่างไร อยากทำแค่ไหน ก็ต้องถอดใจ เพราะหวั่นใจเหลือเกินกับวิธีการ ซึ่งแท้จริงแล้วการดีท็อกซ์ ยังมีอีกหลายแง่มุมหลากวิธีนัก ที่สามารถนำมาใช้ ล้างพิษ สร้างความสะอาดให้กับร่างกายเช่นกัน โดยเฉพาะการดีท็อกซ์ร่างกายรูปแบบใหม่ ด้วยวิธีรักษาทางเลือกอย่าง การแพทย์แบบบูรณาการ ที่ปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่รักสุขภาพทั้งหลายเป็นอย่างมาก

ปัจจุบันคนเราได้รับสารพิษมากมาย เช่น สารเคมี ยาปฏิชีวนะ สารเร่งการเจริญเติบโต สี ฝุ่น รังสี ธรรมชาติบำบัดหมายถึงการดูแลรักษาร่างกายและใจโดยขบวนการธรรมชาติ โดยมีพื้นฐานความคิดว่าโรคทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นโรคทางกายหรือโรคทางใจ สามารถรักษาตนเองได้ถ้าหากร่างกายเราอยู่ในสภาพสมดุล

Q: การล้างพิษคืออะไร สารพิษมาจากไหน
A: ถ้าจะตอบเรื่องนี้คงต้องอธิบายและคุยกันอย่างยาว เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

การล้างสารพิษหรือการขับสารพิษออกจากร่างกาย ถือว่าเป็นวิชาทางการแพทย์ที่ไม่ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นสิ่งที่น่าเสียดายถือเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมด้านการแพทย์แผนไทย (อายุรเวท) ของคนไทยเรานั่นเอง ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความสนใจจากแพทย์ที่มีความสนใจด้านการบูรณาการ การรักษาและแก้ไขโรคที่ต้นเหตุ และคนที่รักสุขภาพเริ่มหันกลับมาสนใจการรักษาด้วยแนวนี้เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เฉพาะคนไทยแต่ในต่างประเทศก็ได้รับความนิยมเช่นกัน


การล้างพิษ (Detox) ย่อมาจาก Detoxification คือ การกำจัดท็อกซินออกจากร่างกาย ท็อกซิน คือสารพิษ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีในร่างกาย เกิดได้หลายวิธี การล้างสารพิษคือการนำเอาสารพิษออกจากร่างกายของเราให้เร็วที่สุดโดยวิธีการต่างๆ เพื่อไม่ให้ตกค้างอยู่ในร่างกาย จนกลายเป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบย่อยดีขึ้น สารพิษที่สะสมในร่างกายจำนวนที่เกิดจากการทานอาหาร ยา และมลพิษจากสภาพแวดล้อมรอบๆตัว อีกทั้งการรวมตัวของไขมันและคลอเลสเตอรอล ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่างๆ เช่น โลหะหนัก ไขมันต่างๆ เกาะรวมตัวกันที่หลอดเลือดจนทำเป็นเป็นก้อนพลาคเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลอดเลือดอุดตันได้ รวมถึงสาเหตุอื่นๆอีกเช่น เกิดปฎิกิริยาต่อระบบการหายใจ กระบวนการย่อยอาหาร การทำงานของตับ ไตซึ่งทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกายทำงานหนัก นอกจากนี้การล้างพิษ หมายรวมถึง การควบคุมเรื่องของอาหารและการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิต ทำให้ปริมาณพิษที่เข้าสู่ร่างกายลดลง

ร่างกายของเราจะสามารถอยู่ได้ด้วยกระบวนการเมตาบอลิซึม การเผาผลาญอาหารให้พลังงานแก่เซลล์เนื้อเยื่อตางๆ ของร่างกาย แต่หลังจากการเผาผลาญให้พลังงานแล้วจะมีของเสียเกิดขึ้นเช่น กากอาหารที่ถูกย่อยแล้วในลำไส้ หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียในเซลล์เนื้อเยื่อ ซึ่งของเสียเหล่านี้ล้วนเป็นพิษ ร่างกายจึงมีกระบวนการล้างพิษ ด้วยตนเองตลอดเวลา เช่น เซลล์ใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนเซลล์เก่า การหายใจเข้าเพื่อนำออกซิเจนไปทดแทนคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียจากการหายใจระดับเซลล์และขับถูกขับออกมาขณะหายใจออก กากอาหารและเครื่องดื่มจะถูกกำจัดออกไปจากลำไส้ และระบบน้ำเหลืองที่มีการเคลื่อนผ่านที่น้ำเหลืองไปทั่วร่างกายเพื่อกำจัดสารพิษออกจากเนื้อเยื่อ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาล่วงเลยไปกระบวนการนี้จะช้าลงและของเสียจากการกระบวนการเมตาบอลิซึม จะสะสมในเนื้อเยื่อ และเกิดการเป็นพิษ หากร่างกายได้รับสารพิษด้วยอัตราเท่ากับที่ร่างกายสามารถทำลายก็จะไม่เกิดโรค หากร่างกายได้รับสารพิษเกินความสามารถที่ร่างกายจะกำจัดออกก็จะทำให้เกิดโรค

Q: แล้วการล้างพิษทำอย่างไร มีวิธีการใดบ้าง
A: วิธีการล้างสารพิษ ขับพิษออกจากร่างกายมีวิธีการมากมาย โดยจะขอยกตัวอย่างพอสังเขป ซึ่งบางท่านก็คงเคยทำมาแล้ว

การล้างพิษ จะช่วยสนับสนุนกระบวนการล้างพิษตามธรรมชาติของร่างกาย ตามช่องทางการกำจัดของเสียหลักๆ ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ ผิว ทางหลอดเลือด ตับและไต และช่วยเร่งกระบวนการลดการสะสมของของเสีย พร้อมกับการเสริมสารอาหารทดแทนที่เหมาะสมต่อฟื้นฟูและการทำงานของร่างกาย ประเภทของการล้างสารพิษจึงมีอยู่มากมาย ได้แก่
  • การสวนล้างลำไส้ใหญ่หรือ โคโลนิค
  • การล้างสารพิษทางหลอดเลือดด้วยการทำคีเลชั่น
  • ล้างพิษลำไส้ด้วยสมุนไพร
  • การนวดบำบัด
  • การฝังเข็ม
  • อินฟาเรดเซาน่า
  • บาเนโอเทอราพี ( Balneotherapy ) การบำบัดด้วยน้ำที่มีส่วนผสมแร่ธาตุและน้ำมันหอมระเหย
  • การอบไอน้ำสมุนไพร
  • Wraps การพันร่างกาย
  • การอดอาหารล้างพิษ เป็นต้น
Q: แล้วอาการของผู้ที่มีสารพิษตกค้างที่สะสมในร่างกาย จะมีอาการอะไรแสดงให้รู้ตัวบ้าง
A: หากร่างกายของเรามีสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกายมากก็จะมีอาการแสดงให้เห็นได้เช่น
  • อาการปวดศีรษะบ่อย หงุดหงิด
  • ดูดซึมสารอาหารจำพวกแป้งมาก และระบบเผาผลาญทำงานน้อย ทำให้ร่างกายอ้วน
  • ขับถ่าย และละลายสารพิษไม่ออก จะเกิดสิวเสี้ยนบนใบหน้า และฝ้าดำบนใบหน้า
  • อ่อนเพลีย ง่วงนอน สมาธิไม่ดี ความจำเสื่อม
  • ประสาทตึงเครียด และร่างกายไม่แข็งแรง เพศสัมพันธ์เสื่อม
  • ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก
  • เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ และผายลมบ่อยๆ
  • ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และมีไข้ต่ำๆตลอดเวลา
  • เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง
  • เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล และเป็นฝีบ่อยๆ
  • มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก ตลอดจนเป็นรูมาตอยด์
 
Q: ขอให้ยกตัวอย่างวิธีการล้างสารพิษที่ใช้ในกันปัจจุบัน
A: ก่อนที่จะทำการล้างสารพิษ ต้องตรวจเช็คสภาพร่างกายเราเสียก่อนว่าเหมาะกับร่างกายเราไหม และสามารถทำได้ไหม โดยปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ โดยการล้างสารพิษที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน คือ
  1. การสวนด้วยกาแฟ (coffee enema) เป็นการล้างลำไส้ในส่วนต้น เนื่องจากด้วยในกาแฟประกอบด้วยสารคาเฟอีน ทีโอไฟลีน ทีโอโบรมีนซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อเรียบซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจควบคุมของจิตใจเกิดการคลายตัว ส่งผลทำให้หลอดเลือดและท่อน้ำดีขยายตัว สำหรับผลของกาแฟต่อร่างกาย ที่เกิดจากการดื่มกาแฟ นั้นแตกต่างการสวนลำไส้ด้วยกาแฟ เนื่องจากเส้นเลือดดำบริเวณลำไส้ใหญ่และทวารนั้นอยู่ไม่ลึกจากผิว ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมคาเฟอีนจากกาแฟในขณะสวนล้างลำไส้ได้อย่างรวดเร็ว (และเป็นกาแฟที่มีความเข้มข้นมากกว่าด้วย) ในกาแฟประกอบด้วยเอนไซม์ ปาล์มมิเตต ซึ่งจะช่วยกำจัดสารพิษออกจากตับ สำหรับการล้างลำไส้ด้วยกาแฟแล้ว กาแฟจะถูกดูดซึมผ่านเส้นเลือดดำบริเวณลำไส้ใหญ่ซึ่งเชื่อมต่อไปยังตับและท่อน้ำดี สารในกาแฟจะกระตุ้นให้ท่อน้ำดีขยายตัว น้ำดีจะเป็นตัวนำพาสารพิษไปสู่บริเวณลำไส้ ซึ่งขบวนการทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นพร้อมกับจังหวะการเคลื่อนบีบตัวของลำไส้ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการมีน้ำหรือของเหลวบริเวณลำไส้ส่วนล่างมากขึ้น และการบีบตัวของลำไส้ที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้คุณรู้สึกอยากถ่าย เมื่อคุณถ่ายออกมาสารพิษ ตะกรันต่างๆที่เกาะตามผนังลำไส้จะถูกขับออกมาพร้อมอุจจาระ แต่ทั้งนี้มีข้อห้ามสำหรับผู้ที่ไม่ควรทำ คือ หญิงมีครรภ์ ผู้ที่แพ้กาแฟ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงวิกฤตและยังควบคุมไม่ได้ เช่น สูงเกิน 160/100 มม.ปรอท ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดลำไส้มายังไม่ถึง 1 เดือน ผู้ที่ถูกฉายรังสีมาบริเวณท้องน้อย เยื่อบุลำไส้อาจได้รับผลกระทบ ทำให้มีความระคายเคืองอยู่แล้ว

  2. การล้างสารพิษ ฟื้นฟูหลอดเลือด ด้วยการทำคีเลชั่น (Chelation) เป็นการกำจัดสารพิษโลหะหนักออกจากร่างกาย ซึ่งสารพิษโลหะหนักรวมถึงสารต่างๆ เช่นไขมัน คลอเลสเตอรอล ที่ตกค้างในร่างกาย จะทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังนำวิธีการนี้มารักษาโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด การทำคีเลชั่น จะนำเอาสารพิษ สารโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู หรือแม้แต่ แคลเซียม ส่วนเกิน ซึ่งสะสมตกค้างในเนื้อเยื่อและพอกอยู่ตามผนังหลอดเลือดของเรา เพื่อขจัดออกโดยระบบทางเดินปัสสาวะ รวมถึงจะช่วยในการฟื้นฟูหลอดเลือดเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับหลอดเลือด วิธีการก็ไม่ยากเพียงแต่นอนให้น้ำเกลือโดยในน้ำเกลือมีการผสมสาร ethylenediaminetetraacetic acid (EDTA) วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ใช้เวลาครั้งละ 1- 2 ชั่วโมง เหมือนกับการให้น้ำเกลือทั่วไป

    การทำคีเลชั่นจะช่วยขจัดสารพิษตกค้าง ในร่างกายและระบบหลอดเลือดทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้นลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ลดอัตราเสี่ยงของหลอดเลือดอุดตัน และตีบแคบ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคความเสื่อมต่างๆที่เกิดขึ้นจากระบบหมุนเวียนไม่ดี เช่น สมองขาดเลือดไปเลี้ยง โรคเบาหวาน ภาวะภูมิเพี้ยนต่างๆ รูมาตอยด์ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น ดังนั้นการทำคีเลชั่นจึงเหมาะสมกับ

    • ผู้ที่มีปัญหาพิษโลหะสะสมและปัญหาสารพิษอื่นๆ สะสมในร่างกาย
    • ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ การไหลเวียนเลือดบกพร่อง มีอาการ เช่น เวียนหัวง่าย ฯลฯ
    • ผู้ที่มีปัญหาโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากหลอดเลือดไม่ยืดหยุ่น
    • ผู้ที่ไปทำบอลลูนเส้นเลือด ใส่ขดลวด ทำบายพาสมาแล้ว เพราะจะเกิดการอุดตันใหม่เกิดขึ้น ซึ่งการทำคีเลชั่นจะลดปัญหาเหล่านั้นได้
    • ผู้ที่แข็งแรงดี แต่ต้องการป้องกันตนเองจากโรคมะเร็งและโรคเส้นเลือดตีบตัน รวมทั้งผู้ที่ต้องการกำจัดสารพิษและโลหะหนักออกจากร่างกาย และต้องการรักษาสภาพหลอดเลือดทั่วร่างกายไม่ให้เกิดการอุดตัน

  3. การสวนล้างลำไส้ (Colon Therapy) การสวนล้างลำไส้เกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมการกินอาหารของคนปัจจุบัน เช่น การกินอาหารขัดสี หรือมีกากใยน้อย ส่งผลให้ลำไส้ทำงานไม่ดีเพิ่มสารพิษให้ร่างกาย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาการเจ็บป่วย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาผลจากการเปลี่ยนอาหารการกินเป็นแบบตะวันตก การใช้ชีวิตและกิจวัตรประจำวันต่าง ๆเปลี่ยนไปมาก ผู้คนจึงเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่าง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นหนึ่งในโรคเหล่านั้นปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ประโยชน์ของการสวนล้างลำไส้ คือ ช่วยทำความสะอาดและขจัดสิ่งสกปรกของเสีย กากอาหาร รวมทั้งสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ให้หมดไป เนื่องจากของเสียเหล่านี้ มักถูกขับถ่ายออกได้ไม่หมดจึงตกค้างอยู่ในลำไส้ บางครั้งจะเกาะติดอยู่ตามผนังของลำไส้เป็นตะกรัน เป็นอุจจาระ เนื้อเยื่อของเซลล์ที่ตาย พยาธิและน้ำเมือกที่ถูกสะสมไว้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลร้ายต่อร่างกายจนทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ของโรค เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ และผายลมบ่อย ๆ นอกจากนี้ยังช่วยทำความสะอาดลำไส้ อุจจาระ แบคทีเรีย ที่เป็นโทษต่อร่างกาย และสารพิษต่าง ๆ จะถูกชะล้างออกไป ซึ่งในระยะยาวร่างกายก็จะไม่เกิดการสะสมสารพิษเหล่านี้ เมื่อสารพิษเหล่านี้ถูกกำจัดออกไปลำไส้จะสามารถทำงานได้ตามปกติ
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงบางวิธีการของการดีท๊อก ซึ่งยกมาเป็นตัวอย่างไว้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่รักและใส่ใจในสุขภาพ แต่ที่สำคัญก่อนที่จะตัดสินใจเลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่งควรเช็คร่างกายก่อนว่าเหมาะสมและสามารถทำได้หรือไม่ โดยการปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้งนะครับ


...........................................................................................................
การล้างสารพิษมีประโยชน์จริงหรือ | Word 32 KB
 
Next   Back to Top
 
  Absolute Health Fanpage   Follow @AHCclinic   Absolute Health on YouTube  
 
แอ็บโซลูท เฮลธ์ คลินิค
53 ชั้น 3 (อาคาร Urbis โรงแรม ดิ เอทัส บางกอก)
ซอยร่วมฤดี ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

Copyright © 2008-2014  Absolute-Health.org