Absolute Health : Integrative Medicine
HomeAbout AHTherapy & TreatmentPromotionse-News & Event
Language Thai Language English Language
 
 
 
 
เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy)
รู้จักอัลไซเมอร์ โรคสมองเสื่อม
ไขแนวทางในการรักษาโรคมะเร็ง
การฝังไหมทองคำ กับการรักษาโรคเรื้อรัง Dermaureas Biomedical Gold Wire (DBGW)
อาการอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ
คีเลชั่นบำบัดปลอดภัย และใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยได้จริง
ทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม
โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune disease)
การรักษาอาการปวดในแบบการแพทย์บูรณาการ ไม่ต้องทานยา ไม่ต้องผ่าตัด
การดีท๊อกซ์ที่ตับ (Liver Detox)
วิธีรับมือภยันตรายจากสารพิษรอบตัว
ความจริงเกี่ยวกับโรคเบาหวาน และการดูแลรักษา
สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คืออะไร?
ปัญหาวัยทอง รักษาและฟื้นฟูได้
ผู้ร้ายที่แท้จริง
สารพิษโลหะหนัก ออกฤทธิ์อย่างไรต่อร่างกาย
การตรวจยีนเพื่อค้นหาโรคทางพันธุกรรม
ภาวะการอักเสบในร่างกายเกิดขึ้นได้อย่างไร
20 วิธี การป้องกันโรคมะเร็งที่ควรรู้
โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune disease)
เทคโนโลยี Medicinal Respiratory Air ได้รับรางวัลในนครรัฐดูไบ
โรคเบาหวาน
Fine Thread Lifting ร้อยไหมยกกระชับใบหน้า
ไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism) ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ รักษาอย่างไร
ดุลยภาพบำบัดเพื่อชีวิต
มาชะลอความเสื่อมด้วยสารอาหาร
คุณรู้ไหม ...โฮโมซีสเทอีน ตัวการร้ายก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดและอัมพาต
การฟื้นฟูเซลล์ รักษาโรคความเสื่อม และการชะลอวัย
ไคโรแพรคติกคืออะไร
สาเหตุการเกิดมะเร็ง
อาหารต้านมะเร็ง
รักษาเนื้องอก...ก่อนลุกลามเป็นมะเร็ง
“Gene Test” ตรวจยีนส์ก่อนสาย...ป้องกันก่อนกลายพันธุ์
ย้อนรอย...การเกิดโรคมะเร็ง
สู้กับมะเร็งด้วยการแพทย์บูรณาการ
โรคสมองเสื่อม
ภาวะกระดูกพรุน
วัยทอง สมองเพชร
มองเบาหวาน แบบบูรณาการ
มาตรวจหาอนุมูลอิสระในร่างกายกันเถอะ
เสริมภูมิต้านทานโรค ด้วยการแพทย์ผสมผสาน
คีเลชั่น ศาสตร์กำมะลอ หรืออีกทางเลือก กับการแก้ไขปัญหาหลอดเลือดอุดตัน
ตรวจยีนได้ประโยชน์จริงหรือ
เมื่อไรจึงควรเปลี่ยนวิธีการรักษา..ภูมิแพ้
โรคร้ายที่มากับสารพิษ
แนะนำหนุ่มสาววัยทำงาน ดูแลสุขภาพป้องกันสารก่อมะเร็ง
มะเร็งกับ Cytoplasmic Therapy
ดูแลชีวิตง่ายๆในวัยทำงาน
เสื่อม... ซ่อมได้
เจ็บอก... เจ็บใจ สัญญานเตือนภัยที่ต้องรู้
เบาหวาน... นับวันจะกลายเป็นโรคยอดฮิต
ภาวะความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
คีเลชั่น, บอกลาบายพาส
ภูมิไวเกินกับการรักษาแนวบูรณาการ
ภูมิแพ้ หายได้จริงหรือ
โรคมะเร็งกับการรักษาในแนวบูรณาการ
โรคข้อเข่า ....ถ้าไม่อยากผ่าตัด ทำอย่างไร
 
สาเหตุการเกิดมะเร็ง
 

มะเร็ง คือเซลล์ของร่างกายที่เติบโตมากผิดปกติจนควบคุมไม่ได้ การที่จะเข้าใจสาเหตุการเกิดมะเร็งจึงต้องทำความเข้าใจเรื่องวงจรชีวิตของเซลล์เป็นพื้นฐานเสียก่อน

วงจรชีวิตของเซลล์
จะมีขั้นตอนหลักๆคือระยะ G1 S G2 และ M




ระยะ G1 เป็นขั้นตอนเริ่มต้นซึ่งมีการเจริญเติบโตของเซลล์เกิดขึ้น ระยะ S เป็นขั้นตอนที่สร้าง DNA ชุดใหม่ขึ้นมา พอมาถึงระยะ G2 เป็นขั้นตอนที่เซลล์เตรียมจะแบ่งตัว พอถึงระยะ M ก็จะเกิดการแบ่งตัวของเซลล์เกิดขึ้น


ตัวที่ควบคุมการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์เพื่อทดแทนเซลล์ที่ตายไปเรียกว่า Oncogenes ส่วนตัวที่หยุดยั้งหรือชลอการเจริญเติบโตของเซลล์ในระยะ G1 เข้าสู่ระยะ S เรียกว่า Tumour Suppressor Genes

ถ้าสมดุลตรงนี้เสียไป จะทำให้เกิดการเติบโตของเซลล์แบบควบคุมไม่ได้ การกลายพันธุ์ของ Oncogenes หรือการกลายพันธุ์ของ Tumour Suppressor Genes ซึ่งเราเรียกว่าMutation คือสาเหตุของการเกิดมะเร็ง พอเกิดการกลายพันธุ์เซลล์ก็เติบโตมากผิดปกติ ต่อมาจะลุกลามไปยังบริเวณข้างเคียง ต่อจากนั้นก็จะกระจายเข้าสู่กระแสโลหิตและต่อมน้ำเหลือง และกระจายไปสู่อวัยวะที่อยู่ห่างออกไป


จากขั้นตอนพัฒนาการของมะเร็งดังกล่าว วงการแพทย์พยายามหาตัวยาเพื่อที่จะยับยั้งขั้นตอนต่างๆเหล่านั้น

การกลายพันธุ์หรือ mutation ไม่ได้หมายความว่าเป็นกรรมพันธุ์ทุกคน เพียงแค่ 30 % เท่านั้นที่เราพบว่าเป็นเพราะกรรมพันธุ์ แต่อีก 70% มาจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ และมาทำให้เกิดยีนกลายพันธุ์ภายหลัง แปลว่าเรายังมีโอกาสป้องกันสาเหตุไม่ให้เกิดการกลายพันธุ์ของยีนได้ถึง 70%

สาเหตุที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์หรือ Mutation
สาเหตุแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่1 คือกลุ่มกายภาพ เช่นพวกรังสีต่างๆ กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มเคมี เช่นบุหรี่ สารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและในอาหารต่างๆ กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มชีวะภาพ เช่นพวกเชื้อไวรัส พวกเชื้อแบคทีเรียบางอย่าง<br /><br />สาเหตุกลุ่มที่ 1 กลุ่มกายภาพ ได้แก่รังสีต่างๆ เราคงเคยได้ทราบกันแล้วว่าในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฮิโรชิมามีการทิ้งระเบิดปรมาณู คนที่รอดตายก็เป็นมะเร็งมากมาย ซึ่งนั่นก็คือผลกระทบของรังสี


ปัจจุบันนี้เรามีการตรวจร่างกายด้วยเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ การทำ CT Scan เป็นเรื่องปกติที่ทำกัน แต่มีข้อมูลที่น่าสงสัยว่า CT Scan ปลอดภัยไหม อย่างเช่น ทำ CT Scan ปอด 1 ครั้งก็จะได้รับรังสีเท่ากับ เอ็กซเรย์ปอด 100 ครั้ง การทำ PTE/PT Scan จะทำให้ทราบว่ามะเร็งได้กระจายไปอวัยวะไหนบ้าง แต่ข้อเสียก็คือปริมาณรังสีที่ได้รับเท่ากับการเอ็กซเรย์ปอดประมาณไม่ต่ำกว่า 300 ครั้ง การที่ได้รับรังสีก็เป็นส่วนหนึ่งของการกลายพันธุ์ของยีนนั่นเองซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ทำ PET/CT Scan นั้นจะต้องเป็นโรคมะเร็ง แต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

การฉายแสงเป็นหนึ่งในวิธีมาตรฐานที่วงการแพทย์ใช้รักษามะเร็งกันอยู่ในปัจจุบัน แต่ข้อเสียก็คือสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้ การฉายแสงนั้นทำให้เซลล์มะเร็งและส่วนเนื้อเยื่อบริเวณโดยรอบนั้นตาย อย่างเช่นคนไข้ที่เป็นมะเร็งโพรงจมูก เมื่อฉายรังสีบริเวณคอ เซลล์บริเวณนั้นก็จะตายหมดทำให้ปากและคอเป็นแผลเกิดขึ้น และสามารถเกิดเซลล์ผิดปกติขึ้นมาใหม่ได้ เนื่องจากเกิดการกลายพันธุ์ หรืออย่างคนไข้ที่เป็นมะเร็งเต้านมได้รักษาโดยการฉายรังสีแล้ว ภายในระยะเวลา 1-2 ปีหลังเกิดมะเร็งในบริเวณข้างเคียง ซึ่งอาจเกิดจากการฉายรังสีแล้วทำให้เซลล์บริเวณข้างเคียงเกิดการกลายพันธุ์ก็เป็นได้

สาเหตุกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มเคมี สารเคมีที่ส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งซึ่งเราทราบกันดีคือบุหรี่


ในบุหรี่นั้นมีสารก่อมะเร็งมากมายไม่ต่ำกว่า 20 ชนิด อย่างเช่นมีสารจำพวกยาฆ่าแมลง สารหนู สารละลายที่ใช้ในอุตสาหกรรม สารแคตเมี่ยมที่อยู่ในถ่านไฟฉาย สารที่ใช้ในน้ำยาล้างห้องน้ำ สีทาบ้าน ฯลฯทั้งหมดนี้ล้วนผสมอยู่ในบุหรี่ ซึ่งเราทราบกันดีอยู่แล้วการสูบบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ แต่มีคำถามว่าทำไมบางคนที่สูบบุหรี่มา 20 ปี หรือมากกว่านั้นถึงไม่เป็นมะเร็ง ในขนาดที่บางคนไม่ได้สูบแต่ได้รับควันบุหรี่จากคนใกล้ชิดตั้งแต่เล็กๆกลับเกิดโรคมะเร็งในตอนโต ก็ขึ้นกับว่ายีนส์เกิดการกลายพันธุ์หรือไม่ เพราะฉะนั้นการตรวจยีนส์มีประโยชน์มากทำให้ทราบถึงความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ถ้ายีนส์ผิดปกติจะได้แก้ไขเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง หรือถ้าหากเป็นมะเร็งแล้วการรักษายีนส์ที่ผิดปกติ (gene therapy) ก็เป็นขั้นตอนหนึ่งในการรักษา

สารเคมีบางชนิดที่คนไข้มะเร็งมักจะได้รับคือยาเคมีบำบัด โดยให้เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย ยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก เช่นทำลายไขกระดูก ทำลายเซลล์ทางเดินอาหาร ทำลายเซลล์ผิวหนัง ทำลายตับไต และบางตัวมีผลต่อสมอง ปอด มากน้อยแตกต่างกัน


ในช่วงแรกของการรักษาด้วยเคมีบำบัด อาจทำให้ก้อนมะเร็งยุบและหายไป แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมามักพบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ได้รับเคมีบำบัดไปแล้ว 1-2 ปี จะกลับมาเป็นมะเร็งอีก และอาจกระจายไปทั่วร่างกาย เป็นไปได้ว่าเคมีบำบัดอาจไปทำลายเซลล์ดีๆในร่างกายและทำให้เกิดการกลายพันธุ์ตามมา ซึ่งส่งผลให้กลายเป็นมะเร็งในที่สุด

มีรายงานการวิจัยตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ในปี ค.ศ. 2004 ซึ่งใช้รูปแบบการวิจัยที่เชื่อถือได้มากที่สุดนำมาวิเคราะห์ผลการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัดในประเทศอเมริกาและออสเตรเลีย พบว่านอกจากมะเร็งรังไข่และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแล้ว ยาเคมีบำบัดมีบทบาทน้อยมากที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตรอดถึง 5 ปี คือมีส่วนช่วยเพียง 2 %

สาเหตุกลุ่มที่3คือกลุ่มชีวภาพ เช่น เชื้อไวรัส เชื้อแบดทีเรียที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง อย่างเช่นไวรัสที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก คือ HPV เมื่อมีการติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายส่วนใหญ่ก็จะหายภายใน 2 ปี แต่ในบางรายอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งตามมาหลังจากนั้น 10-30 ปี โดยอัตราการเกิดอยู่ที่ 0.8%

ไวรัสตับอักเสบบี ก็จะทำให้เกิดตับแข็งและกลายเป็นมะเร็งตับได้ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรตรวจเช็ดเป็นระยะและเมื่อตรวจพบมะเร็งเมื่อไรจะได้รีบทำการรักษา

ในเรื่องของกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะอาหารที่เรื้อรังมักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ H.Pylori การใช้ยาฆ่าเชื้อก็สามารถที่จะกำจัดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ได้ เป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร ซึ่งมะเร็งในกระเพาะอาหารถ้าเป็นแล้วค่อนข้างเติบโตเร็ว

การป้องกันมะเร็ง
หลักการป้องกันโรคมะเร็งโดยทั่วไปก็คือ การออกกำลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด การได้รับสารอาหารที่ต้านอนุมูลอิสระ

ในเรื่องของโภชนาการ สำหรับคนทั่วไปการรับประทานผัก ผลไม้และธัญพืชเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งนั้นปริมาณของสารอาหารเหล่านี้อาจไม่เพียงพอในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง ดังนั้นแพทย์จึงต้องเพิ่มวิตามินและอาหารเสริมเป็นพิเศษให้กับผู้ป่วย ซึ่งอาหารเสริมเหล่านี้ได้ผ่านการสกัดอย่างเข้มข้น และบางครั้งสกัดเอาเฉพาะสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ โดยแยกเอาส่วนที่เป็นโทษออกไป ทำให้เราได้รับสารอาหารที่จำเป็นในปริมาณที่มากพอเพื่อจะนำไปต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง การเลือกรับประทานอาหารและอาหารเสริมในผู้ป่วยมะเร็งจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ละเอียดลึกซึ้ง

ตัวอย่างเช่น ขมิ้นชัน หากเปรียบเทียบขมิ้นชันบดกับสารสกัดขมิ้นชัน พบว่าสารสกัดขมิ้นชันจะเพิ่มการดูดซึมเป็น 2 เท่า และหากใช้ Super Curcumin ก็จะเพิ่มการดูดซึมเป็น 7 เท่า

การทานวิตามิน C สำหับคนปกติรับประทานวันละ 500-1000 mg แต่ไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ดังนั้นผู้ป่วยต้องได้รับวิตามิน C ในปริมาณที่สูงมากๆ

อาหารจำพวกถั่วเหลือง พบว่าในถั่วเหลืองจะมีสารพวกไนโตเจนมาก สารไนโตเจนกลับเป็นตัวกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้เจริญเติบโต เราจึงควรหลีกเลี่ยงโดยใช้สารสกัดจากถั่วเหลืองแทน ซึ่งจะแยกเอาไนโตรเจนออกไป ซึ่งสารสำคัญในถั่วเหลืองจะมีประโยชน์ใรการรักษามะเร็งบางชนิดมาก
 
ความรู้ที่สำคัญประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการเกิดมะเร็งก็คือ การดีท็อกของตับ


หลายคนอาจคิดว่าการดีท็อกก็คือการสวนล้างลำไส้ธรรมดา แต่ความจริงแล้วการดีท็อกของตับมีอยู่ 2 ขั้นตอนก็คือ Phase 1 และ Phase2 สารพิษที่เข้าสู่ร่างกายจะถูกนำไปที่ตับเพื่อผ่านขบวนการดีทอกซ์ Phase 1 ซึ่งต้องอาศัยสารหลายชนิดเช่น glutathione และวิตามินหลายชนิด ถ้าสารพิษที่ผ่าน phase1 แล้วจะต้องไปผ่าน phase2 ต่อไปซึ่งต้องอาศัยกรดอะมิโนหลายชนิด สารพิษที่ผ่านขบวนการดังกล่าวจะกลายเป็นสารที่ละลายน้ำได้และถูกขับออกจากร่างกาย แต่ถ้าขบวนการดังกล่าวทั้ง phase1 และ phase2 ไม่สมบูรณ์ สารพิษก็จะตกค้างในร่างกายและเป็นอันตราย


การรักษามะเร็งด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันจะรักษาด้วยการผ่าตัด ฉายแสงและเคมีบำบัดซึ่งเน้นเรื่องการกำจัดเซลมะเร็งอย่างเดียว แต่ในแนวทางการรักษามะเร็งด้วยการแพทย์แบบบูรณาการจะเพิ่มเรื่องการดีทอกซ์ การเสริมภูมิต้านทาน การเพิ่มเมตาบอลิซึมของเซล และการดูแลด้านจิตใจเข้าไปด้วย


ลักษณะของการเกิดโรคและการดูแลรักษาตัวเอง


อย่างที่ได้ทราบกันแล้วว่า กลไกการเกิดโรคมะเร็งนั้นมีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ตั้ง 70 % ซึ่งหมายความว่าเราป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งได้ 70 % แต่ต้องมีวิธีการเป็นระบบ และถ้าเกิดเรามียีนมะเร็งอยู่ในตัวอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเอาชนะมะเร็งได้

แนวทางในการรักษาโรคมะเร็งแบบบูรณาการ ไม่ได้หมายความว่าจะปฏิเสธแนวทางหนึ่งไปรักษาอีกแนวทางหนึ่ง แต่เป็การใช้ทุกวิถีทางให้ได้รับการรักษาเพื่อประโยชน์สูงสุดและให้ผู้ป่วยนั้นมีโอกาสหายเท่าที่จะมากได้ ผู้ที่จะให้การรักษาทางด้านนี้จะต้องอาศัยองค์ความรู้ค่อนข้างมาก ว่าเป็นมะเร็งชนิดนี้ควรจะรักษาแบบไหน ถ้าพูดถึงการรักษามะเร็งในปัจจุบันนี้จะประกอบไปด้วย การผ่าตัด ฉายแสง และการให้เคมีบำบัด

การผ่าตัดมีข้อดีอย่างไร การผ่าตัดนั้นได้ผลดีในระยะเริ่มแรกซึ่งนั่นก็คือเซลล์มะเร็งยังไม่รุกรามหรือกระจาย ตัวอย่างของมะเร็งที่รักษาด้วยวิธีนี้ที่ได้ผลดี คือ 1. มะเร็งปากมดลูกซึ่งให้ระยะแรกรักษาโดยการผ่าตัดจะมีทางหายประมาณ 80% 2. มะเร็งไทรอยด์ในระยะต้น 3. มะเร็งเต้านมในระยะต้นแต่มะเร็งเต้านมจะได้ผลน้อยกว่า เนื่องจากว่ามะเร็งเต้านมมีอัตราในการกลับมาเป็นซ้ำสูง

ดังนั้นผู้หญิงทุกคนจึงควรไปตรวจหามะเร็งอย่างสม่ำเสมอหลังจากอายุ 40 ปีขึ้นไปเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าเราตรวจเจอในระยะเพิ่งเริ่มการรักษาก็จะง่ายและหายขาด แต่ในระยะที่เซลล์มะเร็งโตและกระจายการผ่าตัดไม่ได้เป็นการรักษาอีกต่อไปเป็นเพียงการลดการกดทับบริเวณใกล้เคียง

การรักษาในทางผ่าตัดจะเป็นในระยะแรกเท่านั้น แต่ในปัจจุบันในผู้ป่วยที่ระยะกระจายก็ยังมีการผ่าตัดอยู่ก็เนื่องจากประเด็นหลักๆคือการนำเอาก้อนเนื้อที่มีขนาดใหญ่ออกไปหรือนำก้อนเนื้อออกไปให้มากที่สุด โดยการผ่าตัดนั้นมีข้อเสียถ้าเซลล์มะเร็งกระจายแล้วโอกาสที่มีดลงไปโดนมะเร็งพร้อมกับเลือดส่งผลให้เซลล์มะเร็งกระจายไปในหลอดเลือดและต่อมน้ำเหลืองนั้นมีมาก ตรวจพบการกระจายหลังการรักษานั้นมีมาก ผู้ป่วยเกือบจะทุกรายที่ได้รับการผ่าตัดต้องไปทำเคมีบำบัด

การรักษาโดยเคมีบำบัด การรักษาในกรณีที่ 1 คือการใช้รักษาหลังจากผ่าตัดเพื่อหวังผลทำลายเซลล์มะเร็งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ กรณีที่ 2 คือกรณีที่ผ่าตัดไม่ได้ซึ่งเป็นในระยะที่มากแล้วการรักษาโดยเคมีบำบัดก็เพื่อประคับประคองเท่านั้น คุณสมบัติของเคมีบำบัดคือการทำลายเซลล์ที่แตกตัวเร็วซึ่งเซลล์มะเร็งมีการแบ่งตัวเร็วก็จะถูกทำลายและเซลล์อื่นๆที่แบ่งตัวเร็วในร่างกายก็จะถูกทำลายไปด้วย อย่างเช่นเส้นผม เล็บ ไขกระดูก ระบบภูมิต้านทานของร่างกายในขนาดเดียวกันเซลล์ตับไตและเซลล์ปอด และมีฤทธิ์ทำให้ DNA แตกตัวด้วย ถ้าโชคดีก็จะทำให้หาย แต่ถ้าโชคร้ายเซลล์มะเร็งก็จะกลับมาแบบทั่วร่างกาย แน่นอนว่าเคมีบำบัดสามารถทำให้เซลล์มะเร็งในระยะแรกนั้นตายลง ผู้ป่วยที่ไดรับเคมีบำบัดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ตอบสนองการรักษาดีเซลล์มะเร็งยุบ กลุ่มที่ 2 ไม่ตอบสนองการรักษามะเร็งจะกระจายตัวเร็วขึ้น จากนั้นในกลุ่มผู้ป่วยที่ตอบสนองการรักษาจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทที่ 1 มะเร็งจะไม่กลับมาอีกและประเภทที่ 2 มะเร็งที่กลับมาใหม่ ส่วนใหญ่แล้วมะเร็งจำพวกที่กลับมาใหม่จะเกิดขึ้นในระยะเวลา 2 ปี ทำให้ผลการรักษาที่เรียกว่าอัตรารอดหลังจากผ่านไปแล้ว 5 ปี ดีบ้างไม่ดีบ้างแล้วแต่ชนิดของมะเร็ง สรุปคือมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งศรีษะและคอ มะเร็งคอ มะเร็งโพรงจมูก มะเร็งปาก รักษาโดยวิธีนี้ไม่ได้ผล ส่วนในมะเร็งที่เพิ่มอัตรารอดที่ได้ผลดี คือ มะเร็งอัณฑะ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งรังไข่

การรักษาด้วยวิธีการฉายรังสีในปัจจุบันที่ใช้กัน คือกัมมันตภาพรังสีเป็นรังสีชนิดแกมมามีฤทธิ์ทำให้ DNA แตกออก เมื่อได้รับในปริมาณที่มาก จะทำให้เซลล์แตกและเซลล์ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงนั้นแตกไปด้วย ดังนั้นจึงทำให้ผู้ป่วยที่รักษาโดยการฉายแสงจึงมีเซลล์มะเร็งกลับมาใหม่ซึ่งมะเร็งบางอย่างไม่ตอบสนองและบางอย่างก็ตอบสนอง เซลล์มะเร็งที่ไม่ตอบสนองก็จะกระจายตัวเร็วกว่าเดิมกลับกลายเป็นว่าไปเพิ่ม DNA ให้เซลล์มะเร็งชนิดนั้น ข้อดีของการฉายแสง คือ จะรักษาได้ดีในมะเร็งเต้านมระยะแรกๆ ที่อยู่ห่างจากต่อมน้ำเหลืองไม่เกิน 2 ซ.ม. เท่านั้น จะสังเกตได้ว่ามะเร็งที่ตรวจพบเร็วในระยะเพิ่งเริ่มจะรักษาได้ผลดีในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่มะเร็งระยะท้ายๆ กลับไม่ได้รับผลดี

ในนิตยสาร Time มีการลงในเรื่องของการรักษาทางการแพทย์ใหม่ๆ วิทยาศาสตร์ Time คือประศาสตร์หรือจดหมายเหตุโลก อะไรที่เป็นเรื่องสำคัญ ๆ นิตยสาร Time จะนำมาลงหมด ในเรื่องมะเร็งนิตยสาร Time ได้มีการลงไว้ว่าการรักษามะเร็งในอดีตคือการเข้าไปในห้องผ่าตัดการรักษามะเร็งในปัจจุบันเอาไปฉายแสง ปัจจุบันนี้วิวัฒนาการทางการแพทย์ของเราได้ก้าวหน้าไปไกลมากแล้ว แต่การรักษามะเร็งยังใช้วิธีการในอดีตผสมผสานกับวิธีในปัจจุบัน ทั้งๆที่วิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าไปหมดแล้ว เนื่องจากมีความซับซ้อนในระบบสาธารณะสุขของโลกอยู่มาก ซึ่งในการวิจัยตัวยาแต่ชนิดนั้นใช้เงินเป็นหลายร้อยล้าน ในปัจจุบันนี้ปี 2010 ได้วิจัยยาล่วงหน้าไปแล้วถึงปี 2030 ในการวิจัยยาแต่ละตัวใช้เวลา 10 ปี

การรักษาในอนาคต นิตยสาร Time ได้พูดถึงการรักษาโดยการเสริมสร้างภูมิต้านทานคือการเอาระบบของเซลล์ในร่างกายของเราเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งซึ่งจะมีอยู่ในเฉพาะที่แหกคอกเท่านั้น อย่างเช่นในประเทศ ญี่ปุ่น เยอรมัน เนื่องจาก 2 ประเทศนี้แพ้สงครามประเทศที่แพ้สงครามจะต้องทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้อยู่รอด จึงเกิดการศึกษาอะไรอย่างเต็มที่อย่างเช่น ยีนเทอราปี่ ที่ประเทศญี่ปุ่นได้ทำการวิจัยอย่างเปิดเผยแล้ว

หลักในการรักษามะเร็งในทางเคมี ฉายแสง ผ่าตัด ถือว่ารักษาได้แค่ข้อเดียวบางทีมีปัจจัยต่างๆ มากมายทำให้การรักษาได้ผลน้อยได้ผลเฉพาะมะเร็งในระยะเริ่มต้น จะต้องมีการเสริมด้วยการเสริมสร้างภูมิต้านทานขับสารพิษออกจากร่างกาย รักษาสมดุลของจิตใจ ซึ่งเรื่องของจิตใจนั้นสำคัญมากในผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยมะเร็งบางท่านอาการดีขึ้นเมื่อญาติพี่น้องละคนใกล้ชิดแสดงความเข้าอกเข้าใจ ส่วนใหญ่ในผู้ป่วยมะเร็งจะอารมณ์เสียหงุดหงิดง่ายทำให้ผู้ดูแลนั้นเหนื่อยจึงต้องเห็นใจว่ามันเป็นอาการของโรค ซึ่งจะไปแก้ที่ตัวของผู้ป่วยไม่ได้แล้วต้องแก้ที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวของผู้ป่วยและประคับประคอง แนวการรักษาในการบำบัดและทำลายเซลล์ประกอบไปด้วย อย่างเช่นการใช้ความร้อน การใช้ไข้เทียม ใช้ออกซิเจน ใช้โอโซน ส่วนเรื่องการเผาผลาญก็อย่างเช่น อาหารเกอร์สัน ระบบของเกอร์สัน ซึ่งผู้ที่คิดค้นนั้นเป็นแพทย์ชาวเยอรมันจึงไดทำการศึกษาขึ้นมา งานวิจัยของเขาได้ผลดีในการรักษามะเร็งระยะที่ 4 ด้วยซ้ำ เนื่องจากเป็นการรักษาแค่อดอาหารเท่านั้น

ในการล้างสารพิษออกจากร่างกายนี้ก็สำคัญเช่นเดียวกันอย่างเช่น การทำคีเลชั่น คีเลชั่น คือ การล้างสารพิษหรือสารโลหะหนักออกจากร่างกาย เคยมีการวิจัยเกี่ยวกับผู้ที่ทำ คีเลชั่นและเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ทำคีเลชั่น ในเมืองนั้นทั้ง 2 กลุ่มนี้ได้รับมลพิษเท่ากัน ผลการศึกษาวิจัยเป็นเวลากว่า 10 ปี พบว่าผู้ที่ทำคีเลชั่นลดอัตราการเกิดมะเร็งได้ 90 % ในกลุ่มที่ทำคีเลชั่น ไม่เป็นมะเร็งในขนาดที่กลุ่มที่ไม่ได้ทำคีเลชั่น เป็นมะเร็งมากกว่า ดังนั้นการดีท็อกเป็นเรื่องสำคัญเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดมะเร็ง ซึ่งในปัจจุบันนี้รอบตัวเรามักจะมีแต่สารพิษทั้ง เช่นอาหาร อาหารทะเลรวมแม้กระ หมูไก่ที่เรารับประทานพวกนี้ก็ประปนสารพิษ และสภาพแวดล้อมภายนอก ร่างกายของเราบางคนอาจระบบการขับสารพิษออกจากร่างกายไม่ดีจึงทำให้สารพิษสะสมอยู่ในร่างกายและเกิด DNA แต่ตัวทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งได้

การรักษามะเร็งมีขั้นตอนหลายอย่าง นอกจากการสร้างเสริมภูมิต้านทาน ความร้อนเฉพาะที่ ความร้อนทั้งระบบก็มีส่วนในการเสริมภูมิเช่นกัน หรือแม้กระทั่งการใช้ออกซิเจนเข้าไปในร่างกาย ซึ่งเรียกว่าโปรแกรมรักษามะเร็งแบบบูรณาการ ในเรื่องของสเตมเซลล์ก็จะมีส่วนช่วยในการทำลายเซลล์มะเร็งและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งเซลล์มะเร็งซ่อนตัวอยู่ในระบบภูมิต้านทาน เพราะฉะนั้นเราต้องเปิดเผยตัวเซลล์มะเร็งออกมา วิธีการคือเนื่องจากภูมิต้านทานในลำไส้เรามีมาก ต้องเอาเซลล์มะเร็งออกมาและนำเปปไทด์สัมผัสกับภูมิต้านทานในลำไส้ และลำไส้เราจะสร้างภูมิต้านทานมะเร็งขึ้นมา

ความร้อนเฉพาะที่ผลของอุณหภูมิจะทำให้เกิดโปรตีนออกมา ซึ่งโปรตีนชนิดนี้จะไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ไปกินมะเร็ง มีการวิจัยออกมาเรื่องการทำความร้อนเฉพาะที่ครั้งเดียวมีผลไปเปลี่ยนแปลงอัตรารอด 5 ปีได้ เขาได้วิจัยการรักษาโดยการทำเคมีบำบัด ฉายแสง ผ่าตัดและใช้ความร้อนเฉพาะที่ด้วย ปรากฏว่าผู้ป่วยแค่ทำครั้งเดียวอัตรารอดยังเพิ่มขึ้น และทุกครั้งที่ทำความร้อนเฉพาะที่หรือความร้อนทั้งระบบความร้อนเหล่านี้ไปกระตุ้นโปรตีนออกมาเพื่อสร้างมะเร็งเม็ดขาวให้มาทำลายเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ยังทำให้การรักษาด้วยเคมีบำบัด การฉายแสง และผ่าตัด การใช้ความร้อนเฉพาะที่จะใช้คลื่นพลังวิทยุซึ่งเป็นคลื่น RF คลื่น RR คือคลื่นวิทยุที่หมอผิวหนังใช้ทำเลเซอร์ แต่คลื่นที่ใช้กับความร้อนเฉพาะที่หรือความร้อนทั้งระบบจะถูกออกแบบมาเฉพาะให้เกิดความร้อนตรงบริเวณก้อนที่อยู่ข้างใน เนื่องจากเซลล์มะเร็งจะดูดซึมเฉพาะคลื่นวิทยุช่วงคลื่นเฉพาะๆ

ข้อดีของการรักษาของคลื่นความร้อนเฉพาะที่ พบว่าสามารถเพิ่มอัตรารอดได้ถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับการรักษาอย่างอื่น ค่าเฉลี่ยของการรักษาอยู่ที่ 51 % ดังนั้นเมื่อเรารักษาโดยการใช้ความร้อนเฉพาะที่ร่วมกับการรักษาเคมีบำบัด ฉายแสงหรือผ่าตัด อัตราการรอดจะเพิ่มสูงขึ้นมาก

การสร้างไข้เทียม คือการใช้ความร้อนทั้งร่างกาย ซึ่งจะใช้รังสีอินฟราเรดและไม่มีอันตราย เป็นรังสีที่ให้ความอบอุ่นทำให้เรารู้สึกสบายซึ่งต่ำกว่าเครื่องอบซาวน่าเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากว่าอินฟราเรดจะมีหลายช่วงคลื่น ละมีแค่ช่วงคลื่นเดียวเท่านั้นที่สามารถใช้กับภายในร่างกายได้ นั่นคืออินฟราเรด A ช่วยขับพิษ กระตุ้นระบบน้ำเหลือง เพิ่มการไหลเวียนของเลือดและในเนื้อเยื่อต่างๆ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย การทำ Hyperthermia สามารถรักษาได้หลายโรค เช่น โรคเกี่ยวกับกระดูด โรคภูมิต้านทานบกพร่อง โรคมะเร็ง เป็นการเสริมสร้างภูมิให้ร่างกายสำหรับผู้ที่ไม่ได้ป่วยอีกด้วย เราค้นพบว่าเหงื่อที่ออกมาจากร่างกายในขณะที่ทำ Hyperthermia อยู่นั้นจะมีของเสียออกมาด้วย

การใช้ออกซิเจนเข้าไปในเลือดหรือเรียกอีกอย่างว่า HOT เป็นการกำจัดพวกเชื้อไวรัสที่เข้าไปในเลือดและซ่อนเร้นอยู่ในร่างกาย การรักษาแบบนี้จะช่วยเข้าไปกำจัดเชื้อไวรัสพวกนี้ได้ ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง เป็นโรคหัวใจ และเกิดการอักเสบของเส้นเลือด ซึ่งพวกนี้จะได้ผลดีกับการทำ HOT ในผู้ป่วยโรคมะเร็งการทำ HOT ก็จะช่วยเอาออกซิเจนเข้าไปในเนื้อเยื่อ เนื่องจากว่า เซลล์มะเร็งไม่หายใจเอาออกซิเจนเข้าไป การที่เราเอาออกซิเจนเข้าไปเซลล์มะเร็งก็จะหยุดการแบ่งตัว

พืชที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็ง แต่จะให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดจะต้องผ่านการสกัด จะได้สารมา 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ ฟาร์โวนอย และอีกกลุ่ม คือ อัลคารอย แต่ละชนิดก็จะเหมาะกับมะเร็งแต่ละประเภท ซึ่งต้องแยกสกัดและต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม การใช้สารสกัดในกลุ่มนี้มีผลข้างเคียงบ้างเนื่องจากเข้มข้นมาก

ในด้านอาหารในผู้ป่วยมะเร็งควรจะงดพวก เนื้อสัตว์ทุกชนิด เพราะในเนื้อสัตว์นั้นมีโปรตีนซึ่งอาหารที่มะเร็งชอบมากจะไปทำให้เซลล์มะเร็งโตเร็ว และน้ำตาลหรือของหวานทุกชนิด ดังผู้ป่วยมะเร็งจึงมีสภาวะขาดโปรตีนวิธีเสริมโปรตีนให้ร่างกายคือควรทานโปรตีนจากพืช โปรตีนที่มีมากที่สุดมีอยู่ในข้าวโอ๊ต


...........................................................................................................
สาเหตุการเกิดมะเร็ง | Word 466 KB
 
Next   Back to Top
 
  Absolute Health Fanpage   Follow @AHCclinic   Absolute Health on YouTube  
 
แอ็บโซลูท เฮลธ์ คลินิค
53 ชั้น 3 (อาคาร Urbis โรงแรม ดิ เอทัส บางกอก)
ซอยร่วมฤดี ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

Copyright © 2008-2014  Absolute-Health.org