Absolute Health : Integrative Medicine
HomeAbout AHTherapy & TreatmentPromotionse-News & Event
Language Thai Language English Language
 
 
 
 
Chelation
 
Chelation
 
คีเลชั่น คือ อะไร
คือการใช้กรดอะมิโน ชื่อ EDTA ผสมกับวิตามินและแร่ธาติต่างๆ หยดเข้าหลอดเลือด เพื่อประโยชน์ในการรักษา(และเสริมการรักษา)โรคต่างๆ เช่น พิษโลหะหนัก สารพิษอื่นๆ ตกค้าง หลอดเลือดอักเสบ หลอดเลือดตีบตัน โรคภูมิแพ้ โรคปวดข้อ โรคมะเร็ง ฯลฯ

คีเลชั่นทำงานอย่างไร
EDTA จะไปจับกับโลหะหนัก เช่น เหล็ก และ แคลเซี่ยม ซึ่งสะสมพอกอยู่ตามผนังหลอดเลือดให้ไหลเวียนออกมาในกระแสเลือด รวมไปถึงโลหะหนักเป็นพิษที่สะสมอยู่ในเนื้อเยื่อร่างกายด้วย นอกจากนี้ วิตามินและแร่ธาตุ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระในขนาดที่เรียกว่า Megadose (ขนาดมากพอที่จะส่งผลในการรักษา) ก็จะไปรักษาหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดดีขึ้น เส้นเลือดจะไม่ตีบตัน

EDTA เป็นกรดอะมิโนที่ค้นพบเมื่อปี 1930 โดยชาวเยอรมัน Franz Munz ซึ่งต่อมาได้จดทะเบียนสำหรับเป็นยารักษาภาวะโลหะหนักสะสมในร่างกาย ต่อมาในราวปี 1950 แพทย์สังเกตุพบว่า ผู้ป่วยที่มารักษาภาวะพิษตะกั่วในโลหะด้วย EDTA และมีโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันอยู่ด้วย กลับมีอาการของโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันดีขึ้น จึงนำมาสู่การศึกษากว้างขวางและในที่สุด ได้มีการใช้ EDTA Chelation เพื่อการรักษาความผิดปกติของผนังหลอดเลือดด้วย นอกเหนือจากพิษโลหะและพิษสะสม

คีเลชั่นช่วยในภาวะไหนบ้าง
จากการศึกษาวิจัย พบประโยชน์ของคีเลชั่นมากมายคือ
  • ลดอัตราการเกิดมะเร็งลงได้ 90% (Blumer&Reich 1980)
  • รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ผล 87-89% (Chappell and Stahl 1993) รักษาโรคการไหลเวียนเลือดส่วนปลายอุดตันได้ผล 91% โดยได้ทำการวิเคราะห์จากงานวิจัย 19 ชิ้นรวมเป็นจำนวนผู้ป่วยในการวิจัย 22,675 คน
  • ผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็ง โรคปวดข้อรูมาตอยด์ มีอาการดีขึ้น (Boyle&Clarke)
  • ความดันดีขึ้น เบาหวานดีขึ้น โรคไตดีขึ้น อาการอ่อนเพลียดีขึ้น ไขมันในเลือดลดลง (McDonagh, Rudolph, and Cheraskin)
  • Hancke and Flytlie 1993 สรุปผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่เส้นเลือดอุดตันที่หมอนัดทำ bypass และนัดตัดขาทิ้ง แล้วมาทำคีเลชั่น จำนวน 92 ราย ยกเลิกการผ่าตัดไปได้มากถึง 89%
  • พบว่าคีเลชั่น ทำให้มวลกระดูกหนาขึ้น เชื่อว่าเกิดจากการที่แคลเซี่ยมออกมาในกระแสเลือด จึงไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนพาราทัยรอยด์ ซึ่งทำหน้าที่ดึงแคลเซี่ยมที่อยู่ในกระแสเลือดให้เข้าไปสร้างกระดูก
ความจริงที่หมอไม่ได้บอกคุณ
จากวารสารการแพทย์ JAMA ปี 1998)
  • การผ่าตัดทำบายพาส มีอัตราเสียชีวิตอยู่ที่ หนึ่งต่อยี่สิบห้าราย
  • หากรอดชีวิตจากการผ่าตัด จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรง หนึ่งในห้าราย
  • มูลค่าการผ่าตัดบายพาสต่อปีในสหรัฐอเมริกา คือ สองแสนล้านบาทต่อปี
  • การทำบอลลูน หรือ ใส่ขดลวด ส่วนใหญ่จะเกิดการอุดตันใหม่ภายใน 2-5 ปี
  • การทำบายพาส หากเป็นเส้นเลือดดำที่ขา จะอุดตันใหม่ภายใน 8-10 ปี หากเป็นเส้นเลือดเทียม จะเกิดการอุดตันใหม่เร็วกว่าคือ ภายใน 6-8 ปี ดังนั้น คีเลชั่น จึงเป็น conflict of interest อย่างแรงกับการทำผ่าตัดเกี่ยวกับหลอดเลือด
 

ใครควรจะทำคีเลชั่น
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการอุดตันของหลอดเลือด เช่น อุดฟันด้วยโลหะอมัลกัม มีไขมันในเส้นเลือดสูง มี oxidative stress(ระดับอนุมูลอิสระสูง) เช่น ดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอล์ สูบบุหรี่หรือคนในบ้านในที่ทำงานสูบ ฯลฯ
  • ผู้ที่มีปัญหาพิษโลหะสะสม และปัญหาสารพิษอื่นๆ สะสมในร่างกาย
  • ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ การไหลเวียนเลือดบกพร่อง มีอาการเช่น เวียนหัวง่าย ฯลฯ
  • ผู้ที่มีปัญหาโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากหลอดเลือดไม่ยืดหยุ่น
  • ผู้ที่แข็งแรงดี แต่ต้องการป้องกันตนเองจากโรคมะเร็ง และโรคเส้นเลือดตีบตัน รวมทั้งต้องการกำจัดสารพิษและโลหะหนักออกจากตัว และต้องการรักษาสภาพของเส้นเลือดทั่วตัว ไม่ให้เกิดการอุดตันในอนาคต
  • ผู้ที่ไปทำบอลลูนเส้นเลือด,ใส่ขดลวด,ทำบายพาส มาแล้ว เพราะจะเกิดการอุดตันใหม่เร็ว ๆ นี้ การทำคีเลชั่น จะป้องกันปัญหาเหล่านั้นได้
ระหว่างการทำคีเลชั่นควรปฏิบัติตัวอย่างไร
  • ระหว่างที่ร่างกายกำจัดสารพิษ และลดโลหะหนักสะสม ไตจะทำงานเพิ่มขึ้น ควรดื่มน้ำสะอาดเพิ่มขึ้น และถ้าเป็นไปได้ ใช้น้ำดื่มที่มีขนาดโมเลกุลน้อยประเภท activated water หรือ energized water ต่าง ๆ
  • ควรรับประทานวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ในรูปอาหารเสริม เพิ่มขึ้นไปจากอาหารประจำวัน เพราะบางทีเราจะเสียแร่ธาตุไปบ้างในระหว่างการคีเลชั่น
 
Next   Back to Top
 
  Absolute Health Fanpage   Follow @AHCclinic   Absolute Health on YouTube  
 
แอ็บโซลูท เฮลธ์ คลินิค
53 ชั้น 3 (อาคาร Urbis โรงแรม ดิ เอทัส บางกอก)
ซอยร่วมฤดี ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

Copyright © 2008-2014  Absolute-Health.org